เมื่อลูกน้อยเริ่มบ่นปวดฟัน ร้องไห้งอแงเวลากินข้าว หรือคุณพ่อคุณแม่เริ่มสังเกตเห็นรูผุดำลึกบนฟันของลูก ความคิดแรกของผู้ปกครองหลายท่านอาจคิดว่า “ฟันน้ำนม เดี๋ยวก็หลุด ถอนทิ้งไปเลยดีกว่าไหม?”
แต่ในความเป็นจริง ทางการแพทย์ทันตกรรมสำหรับเด็กแนะนำว่า การรักษารากฟันน้ำนมเพื่อเก็บฟันไว้ มีความสำคัญต่อพัฒนาการของลูกมากกว่าการถอนทิ้ง วันนี้ คลินิกทันตกรรมคูณ อุบลราชธานี โดยทันตแพทย์เฉพาะทางสำหรับเด็ก จะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจว่าทำไมการรักษารากฟันน้ำนมจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยของคุณ
ฟันผุลึกจนถึงโพรงประสาท เกิดจากอะไร?
สาเหตุหลักที่ทำให้เด็กต้องเข้ารับการรักษารากฟันน้ำนม มักเกิดจากการที่เด็กไม่ได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำทุก 6 เดือน เมื่อฟันเริ่มผุในระยะแรกเริ่มและไม่ได้รับการอุดฟัน เชื้อแบคทีเรียจะลุกลามกัดกร่อนเนื้อฟันลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนถึง โพรงประสาทฟันและรากฟัน ส่งผลให้เด็กมีอาการปวดฟันอย่างรุนแรง ปวดตุบๆ ตอนกลางคืน หรือเคี้ยวอาหารไม่ได้
3 เหตุผลสำคัญ ทำไมควรรักษารากฟันน้ำนม มากกว่าการถอนทิ้ง
คุณพ่อคุณแม่อาจสงสัยว่า ฟันน้ำนมมีอายุการใช้งานไม่นาน ทำไมต้องเสียเวลารักษา? นี่คือเหตุผลสำคัญที่คุณไม่ควรรีบถอนฟันน้ำนมของลูก:
1. ฟันน้ำนมแต่ละซี่ มีช่วงเวลาหลุดไม่เท่ากัน
ฟันน้ำนมไม่ได้หลุดพร้อมกันทั้งหมดในคราวเดียว โดยมีลำดับการผลัดเปลี่ยนเป็นฟันแท้ตามช่วงวัย เช่น:
- ฟันหน้าล่าง: หลุดช่วงอายุประมาณ 6 ขวบ
- ฟันหน้าบน: หลุดช่วงอายุประมาณ 8 ขวบ
- ฟันกรามล่าง: หลุดช่วงอายุประมาณ 10 ขวบ
- ฟันกรามบน: หลุดช่วงอายุเฉลี่ยประมาณ 10–12 ขวบ
ลองจินตนาการว่า หากน้องอายุเพียง 3–4 ขวบ มีฟันกรามผุจนปวด แล้วเราเลือกวิธี “ถอนทิ้ง” เท่ากับว่าน้องจะต้องสูญเสียฟันบดเคี้ยวไปนานถึง 6–8 ปีกว่าฟันแท้จะขึ้นมาแทนที่

2. ป้องกันปัญหา “ฟันล้ม ฟันแท้ซ้อนเก”
ฟันน้ำนมทำหน้าที่เสมือน “เครื่องมือนำทางและกันที่ตามธรรมชาติ” (Space Maintainer) ให้ฟันแท้ขึ้นมาได้อย่างถูกตำแหน่ง หากถอนฟันน้ำนมออกก่อนกำหนด ฟันข้างเคียงจะค่อยๆ ล้มเอียงเข้ามาปิดช่องว่าง ทำให้เมื่อถึงเวลาที่ฟันแท้จะขึ้น ไม่มีพื้นที่เพียงพอ ส่งผลให้ฟันแท้ขึ้นเบียด ซ้อน เก หรือกลายเป็นฟันคุดในอนาคต
3. พัฒนาการบดเคี้ยวและโภชนาการของเด็ก
การเก็บฟันกรามน้ำนมไว้ช่วยให้เด็กสามารถเคี้ยวข้าว ทานสารอาหารได้อย่างครบถ้วน ไม่ต้องเคี้ยวข้าวข้างเดียว ซึ่งอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของขากรรไกรและบุคลิกภาพ
รูปแบบและขั้นตอนการรักษารากฟันน้ำนม
การรักษารากฟันน้ำนมไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด โดยทันตแพทย์จะประเมินจากระดับความลึกและอาการปวดของน้อง:
- การตัดโพรงประสาทฟันบางส่วน : เหมาะสำหรับฟันที่เริ่มมีการอักเสบเฉพาะบริเวณส่วนยอดของโพรงประสาท ทันตแพทย์จะตัดเฉพาะเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออก ใส่ยา และบูรณะตัวฟัน
- การรักษารากฟันน้ำนมอย่างสมบูรณ์ : ทำในกรณีที่มีการติดเชื้อลึกลงไปตลอดความยาวของคลองรากฟัน โดยจะทำความสะอาด ล้างเชื้อโรค และอุดปิดคลองรากฟัน
ขั้นตอนการรักษา:
- ทันตแพทย์จะป้ายยาชาและให้ยาชาเฉพาะที่อย่างนุ่มนวล เพื่อให้น้องไม่รู้สึกเจ็บขณะทำหัตถการ
- ทำความสะอาด กำจัดเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อและเชื้อโรคในโพรงประสาทฟันออกจนสะอาด
- ใส่ยาฆ่าเชื้อและวัสดุอุดคลองรากฟันชนิดที่สามารถละลายตัวได้ตามธรรมชาติเมื่อฟันแท้เริ่มขึ้นดัน
- บูรณะตัวฟัน (ส่วนใหญ่มักแนะนำให้ครอบฟันน้ำนม เพื่อป้องกันฟันแตกหักจากการเคี้ยว)
ข้อควรปฏิบัติและการดูแลหลังพาลูกมารักษารากฟัน
- ระวังใน 1 ชั่วโมงแรก: เนื่องจากฤทธิ์ยาชายังคงอยู่ ริมฝีปากและกระพุ้งแก้มของน้องจะยังชาอยู่ คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกต ห้ามไม่ให้น้องกัดริมฝีปากหรือเคี้ยวแก้มเล่น เพราะอาจเกิดแผลบวมเป่งได้ และควรงดให้น้องเคี้ยวอาหารแข็งจนกว่ายาชาจะหมดฤทธิ์
- การจัดการอาการปวด: เมื่อยาชาหมดฤทธิ์ น้องอาจมีอาการตึงหรือเจ็บบริเวณที่ทำเล็กน้อย สามารถให้ทานยาแก้ปวดลดไข้ตามคำแนะนำของทันตแพทย์ (เช่น ก่อนนอนหรือช่วงเช้า) โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นภายใน 1–2 วัน
- การทำความสะอาด: สามารถแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดช่องปากได้ตามปกติ