รักษารากฟันอุบล ฟันผุรักษาได้โดยไม่ต้องถอนฟันแท้

สวัสดีค่ะทุกคน… เคยเป็นกันไหมคะ? อยู่ดีๆ ก็มีอาการปวดฟันจี๊ดขึ้นมา ปวดจี๊ดจนกินข้าวไม่ได้ กลางคืนก็นอนซม กินยาแก้ปวดไปกี่เม็ดก็เอาไม่อยู่ พอไปส่องกระจกดูอาจจะเห็นเป็นจุดดำๆ หรือบางคนหนักหน่อยเริ่มมีตุ่มหนองเล็กๆ โผล่ขึ้นมาที่เหงือกข้างแก้มแล้ว!

เชื่อไหมคะว่าหมอเจอคนไข้หลายๆ ท่านในจังหวัดอุบลราชธานี เดินเข้ามาหาหมอที่ คลินิกทันตกรรมคูณ ด้วยคำถามแรกเลยว่า “หมอคะ ปวดฟันมากเลย ถอนทิ้งเลยได้ไหม?”

หมอมักจะรีบเบรกคนไข้ไว้ก่อนเสมอค่ะ เพราะในทางทันตกรรมแล้ว “ฟันแท้คือสิ่งที่มีค่าที่สุด” การถอนฟันออกไปอาจดูเหมือนจบปัญหาได้ไว แต่จริงๆ แล้วมันนำมาซึ่งปัญหาอื่นๆ อีกเพียบเลยค่ะ! วันนี้หมอเลยอยากมาเล่าให้ฟังแบบเจาะลึกเกี่ยวกับการ รักษารากฟัน อุบล ว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไร ทำไมหมอถึงอยากให้เก็บฟันแท้ไว้ และขั้นตอนไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลยค่ะ

ทำไมถึงปวดฟันรุนแรงจนต้อง “รักษารากฟัน”?

ต้องเล่าโครงสร้างฟันให้ฟังง่ายๆ ก่อนค่ะ ฟันของคนเราเหมือนกับกล่องที่มีหลายชั้น:

  1. ชั้นเคลือบฟัน (ชั้นนอกสุด): ชั้นนี้แข็งแรงมาก ถ้าเริ่มผุเล็กๆ จะยังไม่รู้สึกเจ็บอะไรเลยค่ะ
  2. ชั้นเนื้อฟัน (ชั้นกลาง): พอฟันผุลึกมาถึงชั้นนี้ เราจะเริ่มรู้สึกเสียวฟันเวลาทานของเย็น ของหวาน หรือเวลาแปรงฟัน
  3. ชั้นโพรงประสาทฟัน (ชั้นในสุด): ตรงนี้แหละค่ะที่เป็นจุดศูนย์รวมของ เส้นเลือดและเส้นประสาทฟัน!

พอเราปล่อยให้ฟันผุเรื้อรังจนลุกลามทะลุเข้าสู่ โพรงประสาทฟัน เชื้อแบคทีเรียจะเข้าไปทำให้ประสาทฟันเกิดการอักเสบอย่างรุนแรง อาการที่ตามมาคือจะปวดตุบๆ ปวดตลอดเวลา นอนไม่ได้ ยาแก้ปวดก็เอาไม่อยู่ และถ้าปล่อยไว้นานเข้า ประสาทฟันจะเริ่มเน่าตาย กลายเป็นอาหารชั้นดีของแบคทีเรียจนลุกลามลงไปที่ปลายรากฟัน เกิดเป็นตุ่มหนอง หรือหน้าบวมแก้มบวมออกมาเลยค่ะ

ทำไมหมอถึงแนะนำให้ “รักษารากฟัน” มากกว่าถอนฟัน?

หลายคนคิดว่า ถอนทิ้งไปเลยสิหมอ แป๊บเดียวจบ ไม่แพงด้วย แต่หมออยากให้ลองมองภาพระยะยาวดูค่ะ

การถอนฟันแท้ออกไปโดยไม่ได้ใส่ฟันปลอมทดแทน จะส่งผลกระทบตามมาเยอะมาก:

  • ฟันข้างเคียงล้ม: ฟันซี่ข้างๆ จะเริ่มเอียงล้มเข้ามาหาช่องว่าง
  • ฟันคู่บน/ล่าง ยื่นย้อย: ฟันฝั่งตรงข้ามจะงอกย้อยลงมา
  • เคี้ยวอาหารลำบาก: เศษอาหารจะติดซอกฟันง่ายขึ้น เกิดฟันผุซ้ำซ้อน
  • กระดูกเบ้าฟันรีบ: ทำให้โครงหน้าเปลี่ยน หรือหากวันข้างหน้าอยากทำรากฟันเทียม ก็จะทำยากขึ้นและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นอีกค่ะ

ดังนั้น การ รักษารากฟัน จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดเชื้อโรค ทำความสะอาดภายในคลองรากฟันให้สะอาด แล้วอุดปิดเพื่อ “เซฟฟันแท้” ให้อยู่เคี้ยวอาหารกับเราได้เหมือนเดิมค่ะ

ขั้นตอนการรักษารากฟันที่ คลินิกทันตกรรมคูณ อุบล

หากใครกำลังกังวลว่ารักษารากฟันจะเจ็บไหม หมอบอกเลยค่ะว่าปัจจุบันเทคโนโลยีทางทันตกรรมไปไกลมาก ตอนทำหมอจะมีการฉีดยาชาให้ คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บเลยขณะทำค่ะ โดยกระบวนการจะมีดังนี้ค่ะ:

  1. เอ็กซเรย์และตรวจประเมิน: หมอจะเอ็กซเรย์ดูรูปร่างของรากฟัน และดูว่าการติดเชื้อลุกลามไปมากน้อยแค่ไหน
  2. ทำความสะอาดคลองรากฟัน: หมอจะเปิดเข้าสู่โพรงประสาทฟัน นำเนื้อเยื่อและประสาทฟันที่ติดเชื้อออก จากนั้นใช้เครื่องมือขนาดเล็กคล้ายแปรงขวดจิ๋ว ทำความสะอาดท่อรากฟันพร้อมใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ
  3. ใส่ยาฆ่าเชื้อและอุดปิดชั่วคราว: ใส่ยาฆ่าเชื้อไว้ในคลองรากฟันเพื่อกำจัดเชื้อโรคให้หมด โดยส่วนใหญ่จะนัดมาทำประมาณ 1 – 3 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับความยากง่ายและระดับการติดเชื้อของแต่ละเคสค่ะ)
  4. อุดปิดคลองรากฟัน & บูรณะตัวฟัน: เมื่อรากฟันสะอาดและไร้อาการปวดแล้ว หมอจะอุดปิดคลองรากฟันอย่างถาวร และทำการบูรณะตัวฟันด้านบนด้วยการอุดฟัน หรือทำ ครอบฟัน (Crown) เพื่อเสริมความแข็งแรงให้ฟันกลับมาใช้งานเคี้ยวของแข็งได้ตามปกติค่ะ

ถ้าไม่ยอม “รักษารากฟัน” จะเกิดอะไรขึ้น?

หลายคนอาจจะคิดว่า “ตอนนี้ยังพอทนไหว” หรือ “กินยาแก้ปวดเดี๋ยวก็คงหายมั้ง” หมออยากจะบอกตรงๆ เลยค่ะว่า โรคของคลองรากฟันไม่สามารถหายเองได้ค่ะ เพราะเชื้อแบคทีเรียได้เข้าไปฝังตัวอยู่ในโพรงประสาทฟันเรียบร้อยแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา จะเกิดสิ่งเหล่านี้ตามมาแน่นอนค่ะ:

  1. อาการปวดทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ: ในช่วงแรกอาจจะแค่เสียวฟัน แต่เมื่อเชื้อโรคสะสมมากขึ้น แรงดันภายในคลองรากฟันจะเพิ่มขึ้น จนทำให้เกิดอาการปวดตุบๆ ปวดร้าวไปถึงขมับหรือใบหน้า กินยาแก้ปวดกี่เม็ดก็เอาไม่อยู่ และส่งผลให้นอนไม่หลับกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมากค่ะ
  2. เกิดตุ่มหนองและกลิ่นปากเรื้อรัง: เมื่อประสาทฟันเน่าตาย เชื้อโรคจะสร้างหนองสะสมอยู่ที่ปลายรากฟัน ร่างกายจะพยายามขับหนองออกโดยดันผ่านเหงือก เกิดเป็นตุ่มหนองคล้ายสิวขึ้นที่เหงือกข้างแก้ม มีรสชาติแปลกๆ หรือมีน้ำหนองไหลออกมาในช่องปาก ทำให้มีกลิ่นปากเรื้อรังตลอดเวลาค่ะ
  3. การติดเชื้อลุกลามไปยังอวัยวะสำคัญ: อันตรายที่สุดคือ เชื้อแบคทีเรียอาจไม่หยุดอยู่แค่ที่ปลายรากฟันค่ะ! หากปล่อยไว้นาน เชื้อสามารถลุกลามเข้าสู่กระดูก hàm และชั้นกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าและคอ ทำให้เกิดอาการแก้มบวม ตาบวม หรือติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งในบางเคสอาจถึงขั้นต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วนที่โรงพยาบาลเลยทีเดียวค่ะ
  4. สูญเสียฟันแท้ไปอย่างน่าเสียดาย: เมื่อโครงสร้างฟันถูกทำลายจนไม่เหลือเนื้อฟันดีไว้ หรือกระดูกละลายไปมากแล้ว สุดท้ายฟันซี่นั้นจะไม่สามารถเซฟไว้ได้อีกต่อไป และต้องจบลงด้วยการถอนฟันออกในที่สุดค่ะ

แล้วฟันลักษณะไหนบ้างที่ “รักษารากฟันไม่ได้” แล้ว?

แม้ว่าหมอและทีมงานที่ คลินิกทันตกรรมคูณ จะพยายามช่วยเซฟฟันแท้ของคนไข้ไว้อย่างสุดความสามารถ แต่ก็ต้องยอมรับค่ะว่ามีบางเคสที่ฟันเสียหายหนักเกินกว่าจะรักษารากฟันได้ ซึ่งหากเป็นกรณีเหล่านี้ หมออาจจะต้องแนะนำให้ถอนฟันออกเพื่อความปลอดภัยของคนไข้ค่ะ:

  • ฟันที่แตกหรือร้าวลงไปใต้เหงือก/ลึกถึงรากฟัน (Vertical Root Fracture): หากฟันสูญเสียความแข็งแรงจนเกิดรอยร้าวแนวดิ่งยาวลงไปถึงส่วนรากฟัน เชื้อโรคจะเข้าไปตามรอยร้าวได้ตลอดเวลา ซึ่งการรักษารากฟันจะไม่สามารถปิดรอยร้าวนี้ได้ค่ะ
  • เนื้อฟันเหลืออยู่น้อยเกินไป: หากฟันผุกร่อนจนเหลือแต่ตอ หรือเนื้อฟันส่วนที่อยู่เหนือเหงือกเหลือน้อยมาก จนไม่สามารถสร้างตอฟันเพื่อทำครอบฟันหรือบูรณะให้กลับมาใช้เคี้ยวอาหารได้ การรักษารากฟันไปก็จะไม่คุ้มค่าในระยะยาวค่ะ
  • มีโรคเหงือกอักเสบระดับรุนแรง (รำมะนาด/ปริทันต์อักเสบ): หากกระดูกรอบๆ รากฟันละลายหายไปเกือบหมดจนฟันโยกมากๆ ต่อให้เรารักษารากฟันจนสะอาด แต่รากฟันก็ไม่มีกระดูกยึดเกาะไว้แล้ว ฟันก็จะไม่สามารถใช้งานได้อยู่ดีค่ะ
  • รากฟันมีโครงสร้างซับซ้อน/โค้งงอคดอย่างรุนแรง: ในบางเคสที่รากฟันมีความโค้งงอผิดปกติมาก หรือช่องคลองรากฟันตันจนเครื่องมือไม่สามารถเข้าไปทำความสะอาดได้ทั่วถึง อาจทำให้มีโอกาสติดเชื้อซ้ำสูง ซึ่งทันตแพทย์จะทำการประเมินจากภาพถ่ายเอ็กซเรย์อย่างละเอียดก่อนเสมอค่ะ

💡 คำแนะนำจากหมอ: วิธีเดียวที่จะรู้แน่ชัดว่าฟันของคุณยังสามารถ “รักษารากฟัน” เพื่อเก็บไว้ได้หรือไม่ คือการเข้ามาเอ็กซเรย์และให้ทันตแพทย์ตรวจประเมินอย่างละเอียดค่ะ ยิ่งมาหาหมอเร็ว โอกาสในการเซฟฟันแท้ให้อยู่กับเราก็ยิ่งสูงขึ้นนะคะ!

หลังจากที่รักาารากฟันเสร็จแล้ว

หลังรักษารากฟัน (รวมถึงช่วงที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการรักษา หรือเพิ่งอุดปิดคลองรากฟัน/ทำครอบฟันมาใหม่ๆ) เพื่อป้องกันไม่ให้ฟันแตกหัก วัสดุอุดชั่วคราวหลุด หรือเกิดการติดเชื้อซ้ำ มีข้อห้ามและสิ่งที่ “ควรระวัง” ดังนี้ค่ะ

❌ สิ่งที่ไม่ควรทำ / ห้ามทำหลังรักษารากฟัน

  1. ห้ามเคี้ยวอาหารแข็ง เหนียว หรือกรอบ บริเวณฟันซี่ที่รักษา
    • เหตุผล: ฟันที่ผ่านการรักษารากฟันจะเปราะบางและสูญเสียความยืดหยุ่น การเคี้ยวของแข็ง เช่น น้ำแข็ง กัดกระดูกอ่อน ถั่ว เคี้ยวข้าวเหนียว หมากฝรั่ง หรือลูกอม อาจทำให้ ฟันแตก แตกครึ่ง หรือร้าวลงถึงราก จนไม่สามารถเก็บฟันซี่นั้นไว้ได้อีกต่อไปค่ะ
  2. ห้ามทานอาหารขณะที่ยาชายังไม่หมดฤทธิ์
    • เหตุผล: ยาชาจะออกฤทธิ์ต่อประมาณ 2–4 ชั่วโมง หลังทำฟัน การทานอาหารขณะที่ปากยังชาอยู่อาจทำให้เรา เผลอกัดลิ้น กระพุ้งแก้ม หรือริมฝีปากตัวเอง จนเกิดแผลอักเสบฉกรรจ์โดยไม่รู้ตัวค่ะ (หากหิว ให้ดื่มน้ำเปล่าหรือนมถั่วเหลือง/นมรสหวานจิบช้าๆ ไปก่อน)
  3. ห้ามใช้วัสดุแข็งๆ หรือไม้จิ้มฟัน แคะ/แคะเอาวัสดุอุดชั่วคราวออก
    • เหตุผล: ในเคสที่รักษารากฟันยังไม่เสร็จ คุณหมอจะใส่วัสดุอุดชั่วคราวไว้ ซึ่งจะนิ่มกว่าปกติ หากวัสดุนี้หลุด น้ำลายและเชื้อแบคทีเรียจะเข้าไปในคลองรากฟัน ทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำและปวดขึ้นมาอีกได้ค่ะ
  4. ห้ามสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (อย่างน้อย 24–48 ชั่วโมงแรก)
    • เหตุผล: สารพิษในบุหรี่และแอลกอฮอล์ส่งผลให้แผลระบม หายช้า และลดประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในการกำจัดเชื้อโรคบริเวณปลายรากฟันค่ะ
  5. ห้ามละเลยการทำความสะอาดช่องปาก
    • เหตุผล: บางคนกลัวเจ็บเลยไม่ยอมแปรงฟันตรงซี่ที่รักษา ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดค่ะ! คราบอาหารและแบคทีเรียจะยิ่งสะสม ทำให้เหงือกอักเสบซ้ำซ้อน ควรแปรงฟันเบาๆ และใช้ไหมขัดฟันอย่างระมัดระวัง (เวลาใช้ไหมขัดฟันบริเวณซี่อุดชั่วคราว ให้ดึงไหมออกด้านข้าง ห้ามดึงขึ้นตรงๆ เพราะวัสดุอาจติดออกมาได้ค่ะ)

💡 อาการแบบไหนปกติ / แบบไหนต้องรีบกลับมาหาหมอ?

  • อาการปกติ: รู้สึกระบม ตึงๆ หรือเจ็บเล็กน้อยเวลาเม้มฟัน ช่วง 2–3 วันแรก ถือเป็นเรื่องปกติค่ะ สามารถทานยาแก้ปวด (เช่น พาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน) ตามที่ทันตแพทย์จ่ายให้ได้เลย
  • อาการผิดปกติ (ต้องรีบพบหมอทันที):
    • ปวดปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทานยาแก้ปวดก็เอาไม่อยู่
    • มีอาการบวมที่เหงือก แก้ม หรือใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด
    • วัสดุอุดชั่วคราวหลุดออกทั้งหมดจนเห็นรูในฟัน
    • สัมผัสได้ว่าฟันสูงผิดปกติ สบฟันแล้วโดนซี่นั้นเต็มๆ จนเจ็บจี๊ด

📌 ข้อแนะนำเพิ่มเติม

เมื่อรักษารากฟันเสร็จสมบูรณ์แล้ว อย่าลืมมารับการ ทำครอบฟัน (Crown) หรือ อุดครอบตอฟัน ตามที่คุณหมอนัดหมายนะคะ เพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ฟันแตก และช่วยให้ฟันแท้ซี่นี้กลับมาใช้เคี้ยวอาหารได้อย่างมั่นใจไปอีกนานๆ ค่ะ 💕

หากมีอาการระบมมากหรือสงสัยว่าวัสดุอุดหลุด สามารถทักมาสอบถามหรือให้นัดคิวเข้ามาเช็กที่ คลินิกทันตกรรมคูณ ได้ตลอดเลยนะคะ!

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการรักษารากฟัน

Q: รักษารากฟัน เจ็บไหมคะ?

A: ขณะทำหมอจะมีการใส่ยาชาอย่างเหมาะสมค่ะ คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บระหว่างขั้นตอนการทำเลย แต่อาจมีตึงๆ หรือตึงระบมเล็กน้อยหลังยาชาหมดฤทธิ์ประมาณ 1-2 วันแรก ซึ่งสามารถทานยาแก้ปวดบรรเทาได้ค่ะ

Q: รักษารากฟัน ใช้เวลากี่ครั้ง และนานแค่ไหน?

A: โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1 – 3 ครั้งค่ะ ครั้งละประมาณ 45 – 60 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนรากฟัน (ฟันหน้ามักมีรากเดียว ทำเสร็จไวกว่าฟันกรามที่มี 3-4 รากค่ะ) และระดับการติดเชื้อในคลองรากฟันค่ะ

Q: รักษารากฟันแล้ว ต้องทำครอบฟันทุกคนไหม?

A: สำหรับฟันกรามที่ต้องรับแรงเคี้ยวหนักๆ หรือฟันที่มีเนื้อฟันเหลืออยู่น้อย หมอมักจะแนะนำให้ทำครอบฟันควบคู่ไปด้วยค่ะ เพื่อป้องกันไม่ให้ฟันแตกหักในอนาคต แต่หากเป็นฟันหน้าและเนื้อฟันยังเหลือเยอะ อาจพิจารณาอุดบูรณะธรรมดาได้ค่ะ

Q: ปวดฟันมากๆ จนเป็นหนองอยู่ เดินทางมาหาหมอเลยได้ไหม?

A: มาพบหมอได้ทันทีเลยค่ะ ไม่จำเป็นต้องรอให้หายปวดก่อน เพราะหมอสามารถช่วยสกรีน ตรวจหาสาเหตุ และช่วยระบายหนองเพื่อบรรเทาอาการปวดให้คนไข้ผ่อนคลายขึ้นได้ทันทีค่ะ

Q: รักษารากฟันที่คลินิกทันตกรรมคูณ ราคาเท่าไหร่

A: รักษารากฟันหน้า 6,000-7,000บาท ฟันกรามน้อย 7,000-8,000บาท ฟันกรามใหญ่ 9,000-12,000บาทค่ะ